มาตรการปลดหนี้สินเชื่อของสหรัฐฯ จะสำเร็จจริงหรือ ?
posted on 05 Oct 2008 07:54 by baddth
ตอนนี้ผมกำลังฝึกภาษาอังกฤษด้วยการ แปลข่าวเศรษฐกิจ ที่ผมสนใจอยู่
หากแปลผิดประการใด ช่วยแนะนำผมด้วยนะครับ หากได้รับความนิยมจะแปลให้มากขึ้น
แปลจาก CNN Money : $700 billions bailout: Will it work ?
http://money.cnn.com/2008/10/04/news/economy/will_it_work/index.htm?postversion=2008100408
ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่า การที่รัฐบาลจะใช้เงินปริมาณ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐซื้อหนี้เสียจากกลุ่มตลาดสินเชื่อนั้น จะช่วยกู้เศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ และต่อให้มาตรการนี้สำเร็จก็ต้องใช้เวลานานถึงจะเห็นผลอยู่ดี
แผนการใช้เงิน 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐของรัฐบาลนั้น พึ่งจะได้รับการอนุมัติตามกฎหมายในวันศุกร์ที่ผ่านมา และ จะทำให้ธนาคารนั้นเริ่มต้นปล่อยเงินกู้ได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังต้องดูกันต่อไปว่าจะใช้เวลานานเท่าใดมันถึงจะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยนั้นกลับมารุ่งเรืองได้อีก
เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อที่จะกระตุ้นตลาดสินเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันสถานบันการเงินต่างๆได้กลายเป็นอัมพาตไปเรียบร้อยแล้วจากความกลัวในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าสถาบันเหล่านั้นจะยังมีเงินสดเหลืออยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอาออกมาใช้ การที่ไม่มีเงินกู้จากสถาบันการเงินสู่ธนาคารพาณิชย์จะทำให้กลุ่มธุรกิจนั้นประสบปัญหาทางการเงินที่ต้องใช้ในการทำธุรกิจในแต่ละวัน การกู้ระยะยาวก็เกิดขึ้นน้อยลงอีกด้วย
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาตรการนี้จะช่วยสงบปัญหาในตลาด” นาย โจ เบลิว กรรมการองค์การธนาคารสำหรับผู้บริโภคกล่าว “เราต้องสงบสติอารมณ์ พัก และเริ่มธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง”
อย่าคาดหวังว่า การปล่อยกู้นั้นจะฟื้นคืนเพียงแค่ชั่วค่ำคืน อย่างไรก็ตามต้องให้เวลาหลายสัปดาห์ถึงจะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ หรือบางทีอาจนานกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวรัฐบาลจะใช้เงินซื้อหนี้เสียของการจำนองบ้านมูลค่าทั้งหมด 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะช่วยสะสางบัญชีงบดุลของธนาคารพาณิชย์และคาดว่าจะช่วยสถาบันการเงินมีความมั่นใจที่จะปล่อยกู้กับธนาคารอีกครั้งหนึ่งเลขากระทรวงการคลัง เฮนรี่ พอลสัน จะใช้เวลา 45 วันในการสร้างแผนการซื้อหนี้เสียเหล่านั้นแผนกู้สถานการณ์ที่ได้รับการอนุมัติช่วยบรรเทาความหวาดกลัวในตลาดหุ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดัชนีตลาดหุ้นร่วงลงทันทีหลังจากที่มาตรการกู้ภัยได้รับการอนุมัติ นักลงทุนยังคงไม่แน่ใจว่ามาตรฐานกู้สถานการณ์นี้จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ทำให้ดัชนีดาวโจนท์ปิดตลาดที่ราคาต่ำลง 1.5%
“การจะทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นนั้นใช้เวลาเสมอ” กรรมการฝ่ายการจัดการขององค์การธนาคารสหรัฐฯกล่าว โดยชี้ว่าแผนการของรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำลายความกังวลที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ทันที “เราจะอยู่ในสถานภาพ เชื่อใจแต่ก็ลังเลและขอตรวจสอบดูก่อน อยู่เสมอ”
แม้แต่ นายบุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังบอกให้ประชาชนอเมริกาอดทน “ชาวอเมริกันควรคาดหวังว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นต้องใช้เวลา กว่ากฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเต็มที่” เขากล่าว “ด้วยระบบของสินเชื่อ จะมีการประกอบธุรกิจมากขึ้น และสามารถจ่ายเงินเดือนให้พนักงานมากขึ้น ครอบครัวจะสามารถกู้เงินไปซื้อรถยนต์ บ้าน หรือเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น และรัฐบาลในระดับท้องถิ่นจะสามารถดำเนินการลงทุนในบริการต่างๆตามท้องถิ่นได้มากขึ้น”
ปัญหาที่ตามมาอีกมากมายอย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนกล่าวว่า ประธานาธิบดีและผู้สนับสนุนมาตรฐานซื้อสินเชื่อนั้น วาดภาพไว้สวยงามเกิดความจริง
หากการยึดบ้านที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ยังเกิดขึ้นเป็นทอดๆ และ ราคาบ้านนั้นยังคงตกลงอย่างน่าใจหาย ธนาคารก็จะยังคงลังเลที่จะปล่อยกู้อยู่ดี และ เศรษฐกิจก็จะไม่พัฒนา ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
“การมีเงินเพิ่มมากขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือ เศรษฐกิจที่แท้จริงเลย” นายคริสเตียน หัวหน้านักวิเคราะห์สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจกล่าว “ปัญหานั้นจะกลับมาอีก และ ความไม่เชื่อใจก็ยังคงอยู่”
ที่จริง อ้างอิงจากผลการสำรวจ เกือบหนึ่งในสามของผู้บริหารระดับสูงในสถาบันการเงินกล่าวว่า เขาคาดว่าจะรักษามาตรฐานการปล่อยกู้ให้รัดกุมต่อไปแม้ว่าแผนของรัฐบาลจะได้รับการอนุมัติแล้ว พราะฉะนั้นการจะได้รับสินเชื่อบ้านหรือการกู้ยืมของธุรกิจขนาดนเล็ก ก็ยังคงเป็นไปได้ยากอยู่
“เราจะกลับไปใช้ มาตรฐานที่รัดกุมกว่าปกติที่เคยใช้กัน ผู้คนที่ต้องการกู้นั้นต้องมีเครดิตสูงจริงๆเท่านั้น”
ผู้บริโภค และ กลุ่มธุรกิจไม่อยากใช้จ่ายตราบใดที่ ข่าวการสะเทือนของเศรษฐกิจยังคงมีมาต่อเนื่อง ผู้บริโภคและธุรกิจคงไม่อยากจะกู้ยืมเงินแม้ว่าธนาคารจะกลับมาปล่อยกู้ มีรายงานว่าผู้คนกว่า 159,000 คนต้องสูญเสียที่พักอาศัย ทำให้คนไม่อยากจะใช้จ่ายกันมากนัก
“ต่อให้คุณอยากจะปล่อยกู้ให้ผม ผมก็ไม่อยากได้แล้ว” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินของมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าว “หากผู้คนไม่อยากซื้อรถยนต์แม้ว่าเขาจะขอสินเชื่อได้ เศรษฐกิจก็ไม่อาจพัฒนา”
สิ่งนี้จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ หากผู้บริโภคไม่ยอมใช้จ่าย เศรษฐกิจก็จะไม่พัฒนา ปัญหาจะกลับมาที่ตลาดการเงินทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงอีกครั้งหนึ่ง
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนมากมายกลัวว่า เงินกู้ภัย 7 แสนล้านเหรียญนั้นจะไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของการแก้ปัญหา
edit @ 5 Oct 2008 08:16:39 by baddth

#1 By man (124.121.94.197) on 2008-10-08 17:09